นพ.อนุชิต อดิโรจนานนท์ ว.45390 เผย 4 จุดบนใบหน้าที่ฟ้องอายุ พร้อมอัพเดทเทรนด์ย้อนวัย 2026

เปิดเทรนด์ย้อนวัยปี 2026 “นพ.อนุชิต อดิโรจนานนท์” ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทาง ว.45390 เผยเทคนิคดึงหน้าชั้นลึก Artlift  ในรายการ Tuck Talk ตอบโจทย์ช่วยล็อกผิวตึงแลดูเป็นธรรมชาติ พร้อมเผย 3 ความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนศัลยกรรมดึงหน้า เคลียร์ประเด็นการเกิดพังผืด ชี้การทำ Maintenance Facelift ตั้งแต่อายุน้อยช่วยล็อกสภาพผิวและช่วยทำให้ใบหน้าแก่ช้าลงได้จริงหรือไม่

ทำไมบางคนหน้าเด็กทั้งที่อายุเยอะ แต่บางคนหน้าแก่ตั้งแต่เด็กกรรมพันธุ์มีผลแค่ไหน?

นพ.อนุชิต : กรรมพันธุ์ เป็นตัวหนึ่งที่กำหนดในเรื่องของความแก่และความเด็ก แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของสภาพแวดล้อมสำคัญมากอย่างพี่ตั๊กน่าจะดูแลตัวเองดี และถ้าเกิดลงลึกไป จะรู้จักคำว่า Six Pillars ก็คือ การกิน การนอน การออกกำลังกาย Stress และ Toxins หมายความว่า ความเครียด มลภาวะ ฝุ่น การโดนแดด หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จริง ๆ แล้วตัวที่มีปัจจัยมาก ๆ ที่ทำให้แก่ช้า การที่ไม่โดนแดด หรือการทาครีมกันแดด ซึ่งสิ่งนี้อยากจะย้ำว่ายังมีคนเข้าใจผิดหลายคนเกี่ยวกับการทาครีมกันแดด หลายคนบอกว่าฉันทานิดเดียวแล้วออกจากบ้านได้ แต่จริง ๆ แล้ว การทาอย่างนั้นก็ยังทำให้ผิวแก่ได้อยู่ดี เพราะตามที่ Recommend ถ้าจะทาหน้า ต้องทาตั้งแต่ปลายนิ้วชี้เป็นจำนวน 2 ข้อนิ้ว ถึงจะถูกต้อง ลากลงมาให้เต็ม ปริมาณจะเยอะกว่าที่คุณคิด แล้วสำคัญตั้งแต่การเลือกครีมกันแดด อยากจะเสริมนิดหนึ่ง เพราะบางคนสงสัยว่าค่า SPF เท่าไหร่ดี จริง ๆ แล้ว SPF 30 ขึ้นไปถือว่าใช้ได้ เพราะถึงจะเป็น SPF 30, 50 หรือ 100 เปอร์เซ็นต์การป้องกันจะต่างกันค่อนข้างน้อย อย่าง SPF 30 จะได้สัก 96.7% ส่วน SPF 50 จะได้สัก 98% และที่สำคัญคือต้องเลือกตัว PA ให้ดี ควรเลือก PA 3 ถึง 4 บวก (PA+++ หรือ PA++++) สำหรับเมืองร้อนในบ้านเรา PA จะดูเรื่องการป้องกัน UVA จำง่าย ๆ คือ UVA มีตัว A ก็คือ Aging ป้องกันในเรื่องของผิวแก่ เพราะ UVA จะลงลึกไปถึงคอลลาเจนที่ชั้นผิวหนัง เรื่องครีมกันแดดถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ อีกเรื่องหนึ่งคือการกินสารอาหารที่ต่อต้าน Antioxidant ครับ

สารต้านอนุมูลอิสระมีผลต่อความแก่ของใบหน้าจริงหรือไม่ และควรรับประทานอะไร?

นพ.อนุชิต : งานวิจัยบอกว่ามีนัยสำคัญต่อเรื่องความแก่ของใบหน้าเรา จริง ๆ แล้วมีมากมาย แต่ที่ค้นพบจริง ๆ เรื่องแดดแน่นอน และเรื่องการกิน ซึ่งเรื่องการกินมีงานวิจัยที่ติดตามในคนออสเตรเลีย 700 กว่าคน ติดตามไป 15 ปี ในคนที่อายุมากกว่า 45 ปี พบว่าคนที่กินอาหาร Antioxidant เมื่อตรวจแล้วพบว่าริ้วรอยน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่กิน 10-15% ริ้วรอยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลายคนถามว่ากินอะไรดีที่สุด แต่ก่อนเขาจะวัดค่า Oxygen Radical Absorbance Capacity เป็นตัววัดว่าอาหารนั้นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเยอะแค่ไหน ส่วนใหญ่จะเจอในกลุ่มสมุนไพรและเครื่องเทศที่ไม่ค่อยได้กิน ที่รู้จักกันดีคือ ขมิ้นชัน ที่มี Curcumin เป็นที่นิยมมากในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Supplement หลายคนให้ความสำคัญ Curcuminต่อไปคือกลุ่มผลไม้ตระกูลเบอร์รี เช่น Blackberry, Raspberry, Strawberry แล้วก็กลุ่มผักและผลไม้ เช่น พลัม, องุ่น ส่วนผักก็มี Artichoke และผักใบเขียว เช่น ผักเคล, ผักโขม และเครื่องดื่มที่กินกันอยู่ทุกวันคือ ช็อกโกแลต มี Flavanols และกลุ่มชาเขียว จะมีสารที่เรียกว่า Epigallocatechin Gallate ครับ

ทำไมบางคนดูหน้าแก่ตั้งแต่เด็กทั้งที่ยังไม่มีริ้วรอย ?

นพ.อนุชิต : มี 2 มุม ตอนที่เป็นวัยเด็กกับตอนที่เป็นผู้ใหญ่ ถ้าคนที่หน้าแก่ตั้งแต่เด็ก ไม่ได้แปลว่าเขาแก่เสมอไปอาจมีลักษณะของใบหน้าที่ดู Mature เป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก ซึ่งมีปัจจัยลักษณะของโครงหน้า โหนกแก้มอาจจะชัด คางและกรามอาจดูเป็นเหลี่ยมชัดเจน ทำให้ดูเป็นผู้ใหญ่แต่ในเชิงการรับรู้คนกลุ่มนี้จะดูแก่ช้ากว่าเมื่อเวลาผ่านไป นึกภาพว่าถ้าตอนเด็กอายุ 10 ขวบเขาดูหน้าแก่ แต่พออายุ 40 ปี อาจจะดูเป็นคนที่ภูมิฐานในเชิงการรับรู้จะต่างกัน แต่ถ้าเป็นกลุ่ม Baby Face ที่มี Fat เยอะ พอถึงช่วงอายุหนึ่ง หน้าเขาจะเปลี่ยนเร็วในการรับรู้ของคนจะรู้สึกว่ากลุ่มนี้หน้าเปลี่ยนไป เพราะมี Gap ระหว่างหน้าเด็กกับหน้าแก่ที่ค่อนข้างกว้างครับ

คนเราวัดความแก่หรือเด็กบนใบหน้าจากอะไร มีกี่แกนหลัก ?

นพ.อนุชิต : มี 4 แกนหลักที่ศึกษามาแล้ว 1. เรื่องของ Wrinkles ไม่ว่าจะเป็นปริมาณริ้วรอยหรือความลึกของริ้วรอย ล้วนสำคัญที่ทำให้ดูแก่ 2. เรื่องของ Skin Quality ถ้าเม็ดสีเยอะ มีความไม่สม่ำเสมอของสีผิว จะถูกตีความว่าแก่ได้ 3. เรื่องของ Volume ปริมาตรใบหน้าคือปริมาตรFat เช่น ตาลึก ขมับตอบ แก้มตอบ ทำให้ดูแก่ อย่างสุดท้ายเรื่องของ Laxity ความหย่อนคล้อยเช่น มีแก้มห้อย จะถูกตีความว่าแก่ นอกจากนี้ บางงานวิจัยพบว่ามีอีกปัจจัยหนึ่ง คือเรื่องของหน้าผากและผม เช่น หน้าผากกว้าง ถูกตีความว่าดูมีอายุหรือผมสีเทา ซึ่งงานวิจัยให้คนทั่วไปดูภาพแล้วประเมินอายุว่าอายุเท่าไหร่ก็จะมากันตรงนี้ ซึ่งคนทั่วไป 4 แกนหลักและปัจจัยเสริมตามนี้ครับ

คนไทยที่ไปเติบโตในต่างประเทศ โครงหน้าและรูปหน้ามีโอกาสเปลี่ยนตามสถานที่ที่อยู่หรือไม่ ?

นพ.อนุชิต : มีครับ พันธุกรรมมีผลแน่นอน เปรียบเหมือนพิมพ์เขียวที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่สิ่งแวดล้อมตอนเด็กจะเป็นตัวกำกับการสร้างพิมพ์เขียวว่าจะพัฒนาได้เต็มศักยภาพหรือไม่ จากงานวิจัยพบว่าเรื่องการกินมีส่วน เช่น บางประเทศกินอาหารที่มีFatเยอะ มี Carbohydrate และFat สูง หน้าก็จะดูอิ่ม หรือบางคนกินน้ำตาลเยอะ จะเกิดปฏิกิริยา Glycation คือน้ำตาลไปจับกับโปรตีนทำให้คอลลาเจนบนใบหน้าเสียความยืดหยุ่น นอกจากนั้นที่คนไม่รู้คือการเคี้ยวอาหารหรือ Texture ของอาหาร ที่เห็นชัดคือกินข้าวเหนียว คนที่กินข้าวเหนียวจะเห็นว่า Functional Loading หรือแรงบดเคี้ยวส่งผลต่อกระดูกโครงหน้า ถ้าคนที่เคี้ยวน้อย กรามเล็ก ฟันจะเรียงอัดแน่นกว่าปกติ แต่ถ้าเคี้ยวเยอะ กรามดูกว้าง หน้าก็จะดูกว้างกว่าปกติ

ผู้ชายกับผู้หญิงใครมีแนวโน้มใบหน้าเปลี่ยนเร็วกว่ากัน และมีสถิติอย่างไร ?

นพ.อนุชิต : ความแก่ของผู้ชายและผู้หญิงไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับช่วงอายุ โดยตั้งต้นผู้ชายจะได้เปรียบกว่าจากพันธุกรรม เพราะผู้ชายมีความหนาของกล้ามเนื้อใบหน้าและผิวหนังหนากว่าประมาณ 20-25% คอลลาเจนดีกว่า แต่เวลาแก่ผู้ชายจะแก่แบบ Slow Burn ค่อย ๆ ลง และจะมี 2 จุดที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนช่วงอายุ 30 ปลาย ๆ ถึง 40 ต้น ๆ ผู้ชายกล้ามเนื้อจะเริ่มพัฒนาและหนาขึ้น อย่างผมเริ่มขมวดคิ้วจะเริ่มเห็นริ้วรอยจากการขมวด เรียกว่า Dynamic Wrinkles คือริ้วรอยจากการขยับกล้ามเนื้อใบหน้า แต่ริ้วรอยถาวร Static Wrinkles แต่ผู้ชายจะยังไม่เกิดจะเกิด Dynamic Wrinkles ก่อน ช่วงอายุ 55-65 ปี จะเป็นช่วงที่ร่วงหล่นอย่างรวดเร็วเหมือนตกหน้าผา เพราะเป็นช่วงที่ผู้ชายเริ่มสะสม Photoaging จากการโดนแดดและคุณภาพผิวต่าง ๆ

เทคโนโลยีการศัลยกรรมดึงหน้าในปัจจุบันพัฒนาไปไกลขนาดไหนแล้ว ?

นพ.อนุชิต : ต้องบอกว่าตอนนี้ Trend การศัลยกรรมดึงหน้าถือว่ามาแรง จริง ๆ ไม่ต้องไปต่างประเทศก็ได้ เทคโนโลยีในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อันดับแรก การ Endoscopic Facelift คือการศัลยกรรมดึงหน้าแบบเดิมแต่ซ่อนแผล แผลเล็ก มีการกรีดแต่ซ่อนแผลจนมองไม่เห็น เหมาะกับกลุ่มคนที่ผิวไม่หย่อนคล้อยมาก หรือถ้าพี่ตั๊กจะดึงสามารถดึงได้ แต่ว่าต้องระวังเรื่องผิวคล้อย ต้องดึงไม่มาก ถ้าเกิดดึงมากนึกภาพว่าดึงข้างล่างเยอะ แต่ข้างบนเหี่ยว สมมุติว่าคล้อยจะเกิดผิวหนังส่วนเกินเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเกิดผิวหนังคอลลาเจนยังดีมีร่องแก้มหรือแก้มห้อยนิดหน่อย แต่ผิวยังเต่งตึงก็จะมาดึงหน้าส่องกล้องกัน Trend อีกอย่างหนึ่งคือ การเย็บกระชับคอด้านหน้า เป็น Trend ใหม่ที่พึ่งเกิดมาไม่นานแม้ในต่างประเทศพบเป็นเรื่องที่ยากมาก อย่างคนไข้ผมกลุ่มอายุ 30 ปีบางคนมี Fat หรือคอใหญ่ต้องวิเคราะห์และประเมินก่อนอย่างแรกว่าเป็น Fat ชั้นตื้น หรือมี Fat ชั้นลึก หลายสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อนเราก็ไม่เอา Fat ออก หรือไปทำโปรแกรมฉีดลดไขมัน แต่ความเป็นจริงไม่สามารถทำให้หายไปได้ กลุ่มคนเหล่านี้จะกลับมาแก้ จะเหมาะกับคนบางคนที่ประเมินว่ามีแต่ไขมันชั้นตื้นสามารถทำได้ แล้วเราจะทำการวิเคราะห์ว่าเป็นที่ไขมันชั้นตื้น ลงไปเป็นไขมันชั้นลึก และมีกล้ามเนื้อชั้นลึก หรือเป็นที่ต่อมน้ำลาย ซึ่งต่อมน้ำลายของคนเรามี 3 คู่ มีหน้าหู มีใต้ลิ้น และมีขากรรไกร ตัวขากรรไกรเป็นตัวที่ทำให้กรอบหน้าดูไม่ชัดได้ แต่บางทีเราคอตุง ๆ เราไม่รู้ แต่ถ้าเราไม่ตัดแล้วเราดึงตึงก็เหมือนคนที่ซุกอยู่ใต้ผ้าห่มก็จะเผยตัวออกมานูน ๆ บางคนมองแต่ไกลเห็นว่ามีนูน ๆ ตรงนี้ แต่เราไม่เคยสังเกตหรือไม่เคยรู้ ว่าจริง ๆ คือต่อมน้ำลายแล้วยิ่งอายุเยอะจะห้อยลง สำหรับผมหัตถการนี้ตั้งชื่อว่า โปรแกรม V Next Lift เพราะปกติแล้วตรงคอถ้าอ้วนเรามองจากด้านข้างจะเป็นตัว C-curve แต่เราอยากให้เป็นทรงตัว V-shape ทำมุมประมาณ 100 องศา และสร้างเงาใต้ขากรรไกร ค่อย ๆ ทำทีละชั้นในครั้งเดียว ถ้าเกิดคนที่มี Fat หรือ Baby Fat เยอะ ในคนกลุ่มอายุน้อย หากจะทำศัลยกรรมดูดไขมันอาจจะมีการใช้เครื่องมือเพื่อช่วยเปิดลงไปดูว่า มีตัวไขมันชั้นลึกหรือเปล่า ซึ่งส่วนใหญ่จะมีในคนที่ใหญ่ ๆ ก็จะตัดก้อนออกมา ทำให้มุมคอเขาเข้าไปอีก บางคนมีต่อมน้ำลายก็จะเข้าไปตัดต่อมน้ำลายซึ่งตัดบางส่วน ไม่มีผลต่อน้ำลาย ทำให้เรียบไป ถือเป็นงานที่ท้าทาย และต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ เพราะมีเส้นเลือดใหญ่ เส้นเลือดแดง ถือว่าเป็นจุดที่อันตรายในการทำหัตถการดังนั้นประสบการณ์ของแพทย์ถือเป็นเรื่องมากครับ

เทคนิค Artlift หรือ Extended deep plane facelift แตกต่างจาก Deep plane facelift ทั่วไปอย่างไร ?

นพ.อนุชิต : Trick ที่ชอบบอกทุกคนอย่าก้มหน้าเล่นมือถือบ่อย ๆ คอจะหย่อนเร็ว ถ้าเกิดก้มกล้ามเนื้อจะหย่อน อีกเทคโนโลยีที่กำลังเป็น Trend คือเรื่องของการศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึก หรือว่าเทคนิค Artlift คือการศัลยกรรมดึงหน้า Full Face Lift ซึ่งไม่ได้ดึงแค่ชั้นลึกอย่างเดียว ปกติชั้นลึกเรียกว่า Deep Plane Facelift แต่ว่า Artlift ของเราเป็นลักษณะที่เรียกว่า Extended Deep Plane Facelift คือดึงลึกมากกว่าปกติ เนื่องจากพบว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีปัญหาร่องแก้มลึก ร่องน้ำหมากลึกกว่าคนปกติ ถ้าเกิดยังดึงเหมือนเดิมดึงไปไม่ไกลมากจะแก้ไขปัญหาพวกร่องต่างๆไม่ได้ ซึ่งแน่นอนการดึงไกลมาพร้อมกับความเสี่ยงคือเส้นประสาท เวลาดึงเราดึงจากหน้าหู ดึงไกลหมายถึงว่า ดึงเข้ามา ยิ่งใกล้ตัวร่องแก้มมากเท่าไหร่เหมือนตามหลักฟิสิกส์ จุดที่ดึงใกล้กับจุดที่เราต้องการแก้ไขมากเท่าไหร่จะแก้ไขได้มากเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้อง Trade-Off หรือแลกมาคือเส้นประสาทใบหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อ มาจากหน้าหู มีความลึก แต่พอวิ่งออกมาที่ร่องแก้มจะตื้นขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นคนที่ดึงไกลก็จะต้องระมัดระวังและแพทย์ผู้ดูแลต้องมีประสบการณ์มากพอที่จะทำให้ไม่โดนเส้นประสาท ซึ่งต้องทำโดยศัลยแพทย์ ที่มีทักษะและประสบการณ์ เกี่ยวกับเรื่องใบหน้าถึงจะรู้ว่าตรงนี้คือเส้นประสาท อันนี้คือเส้นเอ็นยึดเกาะใบหน้าที่เราต้องเข้าไปตัดซึ่งสีขาวเหมือนกัน ใน Diagram อาจจะเป็นเส้นประสาทสีเหลือง เส้นยึดเกาะใบหน้าสีขาว แต่ความเป็นจริงสีขาวคือเคสที่ถือว่าง่าย ไม่นับสารเหลวที่เบียดเส้นประสาทจนมั่วไปหมดครับ

เทรนด์ Maintenance Facelift และการศัลยกรรมดึงหน้าตั้งแต่อายุน้อยดีหรือไม่?

นพ.อนุชิต : ต้องพูดถึง Trend ปี 2026 คือ Maintenance Facelift คือการศัลยกรรมดึงหน้าเพื่อรักษาสภาพ ใน Trend ปัจจุบัน คนจะเริ่มศัลยกรรมดึงหน้าเร็วกว่าวัย พี่ตั๊กจะสังเกตว่าคนไข้ที่อายุน้อยสุดของผมอายุ 28 ปี จริง ๆ แล้วการศัลยกรรมดึงหน้าตั้งแต่อายุยังน้อย ผมว่าจะช่วยรักษาสภาพผิวได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ดึง ถ้าเกิดสมมุติให้เอาฝาแฝดมาดึง คนที่ดึงผมมั่นใจว่าจะแลดูแก่ช้ากว่า นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องของความตึงที่เกิดขึ้นแล้วยังช่วยให้คุณภาพผิวดูดีขึ้น และจะกลับไปดูแลตัวเองดีมากเท่าที่ผมสังเกตเขาจะส่องกระจกทุกวัน ต้องบำรุงตัวเองทุกวันถ้าเกิดเทียบกับอีกคน เพราะถ้าเกิดเขาไม่ทำ เขาก็จะปล่อยตัวเองไป แต่ก็จะมีหลายคนทุกวันนี้ใน Social Media ทำคลิปว่า การศัลยกรรมดึงหน้าเร็วนั้นไม่ดี จะไปสร้างพังผืด ดังนั้นพังผืดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด พังผืดจากการศัลยกรรมดึงหน้าถือเป็นพังผืดที่ดี ไม่เหมือนจากการทำโปรแกรมฉีดสารเหลวหรือ โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ บางทีหากเกิดการอักเสบขึ้นมาตรงนั้นคือพังผืดที่ไม่ดี แต่หมอที่ทำมาเยอะมากจะรู้ว่าไม่ได้ยากมาก อย่างผมมีเคสแก้ไขปัญหาศัลยกรรมดึงหน้าค่อนข้างเยอะ บางคนศัลยกรรมดึงหน้ามา 1-2 รอบ มากสุดที่ผมทำคือ คือรอบที่ 4 เค้าเพิ่งได้มาเจอผม และเขาเคยดึงมา 3 รอบ แล้วยังเกิดปัญหากับการใช้ชีวิต ช่วงอายุประมาณ 70-80 ปีแต่ว่าความยากมีแน่นอนคือ กายวิภาคจะเพี้ยน SMAS กล้ามเนื้อจะบางมาก เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมองสายตาเราไม่ดีพอ เราจะเลาะแล้ว ขาดได้ SMAS กล้ามเนื้อพอขาดแล้วเย็บก็ไม่มีประโยชน์ จริง ๆ การศัลยกรรมดึงหน้าในคนอายุน้อยสามารถทำได้ ถ้าเกิดจะช่วยให้เขา Maintenance อีก 10-15 ปีหรือ 20 ปี คุณมาศัลยกรรมดึงหน้าใหม่อีกครั้ง จะเห็นได้ว่า ใบหน้าของคุณจะแลดูแก่ช้ากว่าอีกคนที่ไม่ทำครับ

ความเสี่ยงในการศัลยกรรมดึงหน้าที่หมอกลัวที่สุดและร้ายแรงที่สุดคืออะไร?

นพ.อนุชิต : ถึงแม้จะทำมาหลากหลายเคสก็มีกลัวครับ มี 3 อย่าง อันดับแรก คือเรื่องของเส้นประสาทใบหน้า ต้องบอกว่าคนที่เป็นหมอศัลยกรรมพลาสติกทุกคน ผมคิดว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้เพราะสิ่งที่เรียนมา คือการซ่อมแซมเส้นประสาทหรือบางคนเส้นประสาทขาดไปก็สามารถทำให้กลับมาได้ อาจจะเป็นการย้ายกล้ามเนื้อจากขามาต่อเส้นเลือดเส้นประสาทใหม่ ทำให้ดึงกลับมาได้เหมือนเดิม Advance ในเชิงศัลยกรรมตกแต่งทำได้ เพราะไม่ได้น่ากลัว แต่ความกลัวทำให้เราระวังมากขึ้น เพราะเส้นประสาท ผมเชื่อว่าหมอแทบทุกคนกลัวหมดเป็นผลลัพธ์ที่เสียหายเรียกว่าถาวร มีอีกเรื่องหนึ่งคือเลือดคั่งหลังผ่าตัด เป็นภาวะที่พบได้สูงที่สุดจากงานวิจัยและหมอทั่วโลกเจอ เลือดคั่ง เส้นประสาทเจอน้อยกว่า 1% แต่เลือดคั่งเจอเยอะและเป็นก้อนเลือด อัตราอยู่ที่ประมาณ 5% ถือว่าเยอะ  ลองนึกภาพ 100 คน เจอ 5 คน แล้วต้องไปผ่าเปิดในห้องผ่าตัดใหม่ถือว่าเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะคนอายุเยอะจะมีโรคประจำตัว เช่น ความดัน แต่โรคประจำตัวไม่ใช่ข้อห้ามของการผ่าตัด โรคประจำตัวคือ ความดันที่สูง นึกภาพท่อประปาที่มีแรงดันน้ำสูงหลังผ่าตัดถึงแม้จะหยุดเลือดดี ถ้าเราตัดเนื้อเยื่อ ตัดเส้นเลือดท่อประปาถูกแยกออก ถ้าเกิดแรงดันหลังผ่าตัดสูง หรือเป็นความดันเดิมอาจจะมีโอกาสเลือดซึม แล้วเลือดคั่ง สิ่งนี้ต้องเตรียมตั้งแต่ก่อนผ่าตัด เราต้องมีทีมที่คอยบอกคนไข้ว่าต้องหยุดวิตามินมาเท่านี้ คุณมีโรคอะไรที่จะเสี่ยงเลือดออกแล้วต้องเช็คเลือดและผลเลือดก่อน ค่าการแข็งตัวของเลือด เกล็ดเลือด มีผลทำให้เลือดออกง่าย ของโรงพยาบาลที่ผมประจำอยู่จะมี Criteria ถ้าเกิดน้อยกว่านี้หรือมากกว่านี้ผ่านไม่ได้ครับ

เปิดลิสต์สิ่งที่แพทย์ศัลยกรรมกลัวที่สุด เคสผิวหนังแบบไหนที่รักษายากและเสี่ยงพัง ?

นพ.อนุชิต : ผิวหนังตายครับ คือ ผิวที่จากสีเนื้อเป็นสีดำ จะเจอได้บ่อยใน Social Media พวกกลุ่มปิดต่างประเทศโชว์กันเต็ม ผิวหนังตายสังเกตได้ว่าจะดำเป็นช่วง ๆ ส่วนใหญ่ต้องอยู่ตรงขอบ เวลาเราตัดเส้นเลือดจะวิ่งไปเลี้ยงตรงส่วนปลายถ้าส่วนปลายเลี้ยงไม่ได้ก็เหมือนนิ้วตาย Frostbite เวลาไปปีนเขานิ้วตายจากปลาย ผิวก็ตายได้จากปลายก็จะเข้มถึงคล้ำเกิดจากปัจจัย เช่น คนไข้สูบบุหรี่พบว่าการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงของผิวตายได้ประมาณ 10 กว่าเท่าถึง 16 เท่า โดยประมาณทำให้เส้นเลือดตีบหรือคนที่กินยาบางอย่างแล้วทำให้แผลหายยาก สิ่งที่น่ากลัวคือ การรักษาต้องใช้ระยะเวลานานในการทำแผลให้หายอาจจะนานเป็นเดือน

สิ่งที่คนไข้ขอให้ทำ แต่หมอไม่อยากทำคืออะไร?

นพ.อนุชิต : คนไข้จะบอกว่าขอดึงให้ตึงที่สุดครับ มีบางคนที่ขอแบบไม่ต้องเป็นตัวเอง ขอตึงที่สุด ขอหน้าเปลี่ยนหรือบางคนขอให้เห็นแผลเพราะอยากให้คนอื่นรู้ว่าทำศัลยกรรมมา แต่ความเป็นจริงคือการดึงตึงที่สุดเสี่ยง เพราะยิ่งตึงโอกาสผิวหนังตายสูงขึ้น การดึงตึงจะเหมือน หน้ากากจนเกินไป ต้องมีร่องเหลืออยู่ถึงจะดูมีความเป็น Human อีกอย่างที่เจอคือคนไข้ขอทำทุกอย่างทีเดียว ขอศัลยกรรมดึงหน้า, ศัลยกรรมยกคิ้วส่องกล้อง, ศัลยกรรมตาบน, ศัลยกรรมตาล่าง, ศัลยกรรมดึงคอข้าง, ศัลยกรรมดึงคอหน้า, โปรแกรมเติมไขมัน ส่วนใหญ่ทำประมาณนี้ ถ้าเกิดขอ Add-on ศัลยกรรมเสริมจมูก เทคนิคOpen ศัลยกรรมเสริมหน้าอก หรือ ศัลยกรรมตัดหนังหน้าท้อง เนื่องจากคนไข้กลุ่มนี้มาจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศจะบินมาแล้วก็จะมีเวลาที่จำกัดมาก ๆ บางทีอยากทำทีเดียว แต่ผมก็จะบอกว่าต้องคำนึงถึงอายุและเวลาผ่าตัดไม่ควรนานเกิน 6-8 ชั่วโมง ที่ทำทั้งหมดก็ถือว่าค่อนข้างเร็ว ถ้าเกิดไปทำศัลยกรรมเสริมจมูก เทคนิค Open, ศัลยกรรมเสริมหน้าอก หรือศัลยกรรมตัดหน้าท้องในทีเดียวนั้นไม่ควร เพราะจะทำให้กระทบต่อความปลอดภัยและการฟื้นตัวของร่างกาย หัตถการเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนไข้ขอแต่ผมจะไม่ทำครับ

3 คำถามสำคัญที่ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจศัลยกรรมดึงหน้า?

นพ.อนุชิต : คำถามแรกที่อยากให้ถาม หมอคนนั้นมีทักษะ และประสบการณ์ เฉพาะทางด้านนี้จริงหรือเปล่า หมอส่วนใหญ่ที่ทำศัลยกรรมดึงหน้าได้ในตอนนี้ ผมขอแนะนำ 2 สาขา ละกันคือ หมอที่จบ สาขาศัลยกรรมตกแต่ง Plastic Surgery กับ หมอที่จบสาขา Facial Plastic and Reconstructive Surgery คือ หมอ หู คอ จมูก ที่จบเฉพาะทางมาเรื่องของใบหน้าโดยเฉพาะจะมีความรู้และความชำนาญในเรื่องของใบหน้าเหมือนศัลยกรรมตกแต่งต้องถามว่าจำนวนเคสทำมามากน้อยแค่ไหน คำถามที่ 2 คือ เทคนิค ในเชิงเทคนิคจะทำวิธีไหนกับเรา ผมเชื่อว่าหมอที่รู้ว่าคนไข้คนนี้จะทำเทคนิคไหน ดีกว่าหมอที่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้บ้าง ต้องถามว่าจะทำอะไรกับเราบ้าง เช่น ศัลยกรรมดึงหน้าจะต้องทำโปรแกรมเติมไขมันร่วมด้วยไหม แล้วศัลยกรรมดึงหน้าชั้นลึกจริงหรือเปล่า และต้องมีการบันทึกคลิปวิดีโอขั้นตอนการผ่าตัดในห้องผ่าตัดเพื่อยืนยันความโปร่งใส คำถามที่ 3 คือ ภาวะแทรกซ้อนกับเคสที่เหมือนตัวเราเคยทำเคสที่คล้าย ๆ เรามาไหม ขอดูตัวอย่างกับภาวะแทรกซ้อนควรจะบอกคนไข้ให้หมดจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียคนไข้ ถ้าเกิดเราไม่พูดอาจจะทำให้มีปัญหาตามมาได้ครับ

📍สนใจสอบถามรายละเอียด “Dr.Jay ศัลยกรรมดึงหน้า ปรับรูปหน้า ART Lyft” ได้ที่
Line : https://bit.ly/LineDrJayFacelift
Facebook : https://bit.ly/FacebookDrJay
Website : https://bit.ly/4wnMVTi
tel:021243792